ผู้ว่าฯ ลพบุรี บูรณาการหน่วยงานลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หลังปริมาณน้ำเกินความจุ 106% เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำรับมือฝนตกหนักช่วง 3–6 ต.ค. นี้ พร้อมเตือนประชาชนท้ายน้ำติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
เมื่อคืนวันที่ 29 กันยายน 2569 นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ณ บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี หลังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำล่าสุดเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าความจุ 100% ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำไหลเข้าอ่างและวางแผนการระบายน้ำอย่างเร่งด่วน โดยนายองอาจ แสนอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 และ นายวศวรรธน์ นาคนวล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ ได้บรรยายสรุปสถานการณ์น้ำจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดบปัจุบัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 930.78 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 106.80% ของความจุเก็บกักปกติ มีปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 550.27 ลูกบาศก์เมตร /วินาที หรือ 47.54 ล้านลูกบาศก์เมตร /วัน และมีปริมาณการระบาย 115.08 ลูกบาศก์เมตร /วินาที หรือ 9.94ล้านลูกบาศก์เมตร /วัน
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสัก ชลสิทธิ์ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ ได้ดำเนินการปรับเพิ่มการระบายน้ำ จากเดิมอัตรา 25 ลูกบาศก์เมตร /วินาที เป็นอัตรา 115 ลูกบาศก์เมตร /วินาที ในวันที่ 30 กันยายน 2569 จนถึง 400 ลูกบาศก์เมตร /วินาที ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 โดยปรับขึ้นแบบขั้นบันได
นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดลพบุรีว่า อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด ปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกินความจุเก็บกักแล้ว อยู่ที่ประมาณร้อยละ 102 ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 3–6 ตุลาคมนี้ จะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และจังหวัดลพบุรี ทำให้เกิดฝนตกหนักและมีมวลน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มเติม ที่ประชุมบริหารจัดการน้ำจึงมีมติเตรียมปรับแผนขยายอัตราการระบายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำใหม่และรักษาเสถียรภาพความมั่นคงของตัวเขื่อน โดยจังหวัดลพบุรีร่วมกับกรมชลประทานจะติดตามสภาพอากาศและปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งประสานงานแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำ โดยเฉพาะบริเวณหน้าเขื่อนพระราม 6 รวมถึงประชาชนในเขตอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และพื้นที่เกี่ยวเนื่อง ให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือ
ข่าว : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี